ขจัดความท้อชะลอความเบื่อ
ปัญหาสำคญอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ท้อ เมื่อท่านต่อสู้กับอุปสรรคหรือการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อมุ่งสู่ถนนแห่งความสำเร็จในอนาคต ถ้าหากท่านทำงานคนเดียว ก็เปรียบเสมือนการเดินทางที่ขาดเพื่อนร่วมทาง สิ่งที่จะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเมื่อท่านลุยงานอยู่คนเดียวสิ่งนั้นก็คือ ขวญหรือกำลังใจที่ดี แต่ถ้าหากท่านเป็นผู้นำหรือเป็นผู้บริหารทีมงานแล้ว นอกจากสิ่งที่จะต้องชาร์ตไฟให้คนในทีมงานของท่านทำงานอย่างกระตือรือร้นและมีประสิทธิภาพแล้ว ท่านเองยังจะต้องรู้จักวิธีที่จะชาร์ตไฟให้กับตนเองด้วย รู้จักวิธีสร้างกำลังใจและขับไล่อาการท้อแท้หมดแรงหรือสิ้นหวังให้หมดไปให้ได้เพราะ "ผู้ตาม" จะถือแบบอย่างและแนวทางปฏิยบัติตาม โดยเอาอย่างจาก "ผู้นำ" ในทีมของตนคือ ถ้าผู้ตามมีผู้นำที่เฉื่อยชาไม่กระตือรือร้น ลูกน้องของตนหรือผู้ตามก็จะเป็นคนที่เฉื่อยชาและไม่กระตือรือร้นตามไปด้วย ซึ่งไม่ผิดอะไรกับการเดินทางของแม่ปูกับลูกปู ในเมื่อแม่ปูยังเดินไม่ตรงเส้นทางแล้วจะสอนให้ลูกปูเดินเป็นเส้นตรงหรือเป็นตัวอย่างได้อย่างไร
ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำซึ่งเป็นทั้งแนวคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อขับไล่ความท้อแท้ ความวิตกกังวล และความเบื่อหน่ายออกไปจากจิตใจของท่านเพื่อให้ท่านสกัดจุดบอดมุ่งสู่ความเป็นยอดของความสำเร็จ โดยมีพลังกายและกำลังใจ ดังนี
1.ทำชีวิตให้มีเป้าหมาย เมื่อท่านเกิดความรู้สึกท้อแท้ ขอให้ตบคำถามให้ได้ว่า ทำไมจึงมาทำอาชีพการขายหือธุรกิจที่ท่านปรารถนาอะไรคือเป้าหมายเดิมตั้งแต่แรกเริ่ม ธุรกิจของท่านดีอย่างไร การเป็นผู้บริหารงานดีอย่างไร ขอให้เราย้อนมองไปที่อดีตที่ได้บุกบั่นมาจนได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เพื่อให้เกดความภาคภูมิใจในผลงงานและความสำเร็จในอดีต และให้ใช้ผลงานและความสำเร็จดังกง่าวเป็นแรงเสริมพลังผลักดันให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ต่ออาชีพ ต่อเพื่อนร่วมงาน และต่อผู้อยู่ไต้บังคับบัญชา
ความผิดพลาดที่ผ่านมาของเราเองและผู้อื่นที่ส่งผลระทบต่อการทำงานของเราให้ถือเอาความผิดพลาดเป็นบทเรียน ให้ถือความผิดพลาดเป็นครูของเรา และพยายามอย่าให้เกิดความผิดพลาดดังที่เคยเกิดขึ้นกับมาเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองหรือสาม เช่น บางทีท่านท้อแท้เบื่อหน่ายต่ออาชีพ เพราะเคยใจอ่อนกับลูกน้องหรือลูกค้าของตนในการทำธุุรกิจ จนดูว่าไม่คุ็มค่ากับเงินทองและเวลาที่ได้อุทิศลงไป หรือจนหมดเนื้อหมดตัวเป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นกับตัวท่านอีก
2.อย่าทำให้จิตตกภวังค์ เป็นอาการของความวิตกกังวลหรือความว่าจากภารกิจ ซึ่งเกิดจากการที่เราคิดในแง่ลบ เกิดจากความผิดหวังชั้วคราว หรือความกลัวต่างๆ หรือบางครั้งก็เป็นความวิตกกังวลใจในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดวันของการทำงาน หรือเหนื่อยกับงานมาตลอดเมื่องานที่ท่านทำแล้วอยู่ในระหว่าการรอคอย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการซึมเซา และเบื่อหน่ายที่มักจะเป็นในตอนตื่นนอนในตอนเช้าๆ หากเป็นเช่นนี้ ให้รีบลุกจากที่นอน สลัดความคิดเหล่านั้นออกไปเสียแล้วรีบหาอะไรทำสักอย่างจะเป็นงานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน ในห้องพักหรือที่พักของตน และเปลี่ยนแง่มุมของความคิดใหม่อีกด้าน จงคิดไว้เสมอว่า
ความสามารถนั้นเป็นทรัพยากรของชีวิต
งานขายก็เป็นงานที่ให้อนาคต
งานขายคือทางลัดของชีวิต
ซึ่งท่านในฐานะผู้ปรารถนาความสำเร็จจะต้องเพียรพยายามต่อไปโดยการปรับปรุงความคิดใหม่ และมองโลกในแง่บวกเสมอ
3.รักษาสุขภาพของตนให้แข็งแรง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอจะทำให้ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่มีภาวะกดดัน หรือความเครียด และมีอารมณ์ที่ปรกติ สมองสามารถตั้งรับสภาวะการทำงานที่หนักหน่วงได้ ถ้าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนการปฏิบัติงาน นอกจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เป็นคนท้อแท้ง่าย แล้วยังจะต้องรู้จักทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย
การออกกำลังกายและงดเว้นซึ่งอบายมุขก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ท่านอดทนเ้มแข็งต่อแรงเสียดทานต่างๆ ทางจิตใจคือ เมื่อคนเรามีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจก็จะเข้มแข็งสมบูรณ์ตามไปด้วย
4.ต้องเขาใจธรรมชาติของชีวิต นั่นคือการเข้าใจธรรมมะ รู้จักธรรมมะ รู้และเข้าใจสภาพความจริงงคือ การเข้าใจในโลกธรรมแปดที่ว่า
เมื่อมีลาภ ก็มี เสื่อมลาภ
เมื่อมียศ ก็มี เสื่อมยศ
เมื่อมีสรรเสริญ ก็มี การนินทา
เมื่อมีความสุข ก็มี ความสุข
สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นธรรมดาคู่กันเสมอ เหมือนกับเมื่อมีการแพ้ก็ย่อมมีการชนะ เมื่อมีความล้มเหลวก็ย่อมมีความสำเร็จ เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดา การเข้าใจธรรมชาติและการเป็นไปของโลกที่เป็นสัจธรรมจะทำให้เราไม่หวั่นไหว ทำให้เราเข้มแข็ง และอดทนพร้อมที่จะรอคอยวันแห่งความสำเร็จ ซึ่งก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า เมื่อมีมืด ก็ย่อมมีสว่าง เมื่อมีโรคก็มียาแก้ เมื่อมีร้อนก็ย่อมมีเย็นแก้ และเมื่อมีความล้มเหลวก็จะต้องมีวันแห่งความสำเร็จโดยเราจะต้องเป็นผู้พิชิตความสำเร็จให้ได้
เมื่อยอดขายพุ่งสูงขึ้น จงทำใจให้ได้ว่าสักวันหนึ่งก็คงจะมีวันลงหรือต่ำลงไป จงทำงานให้เต็มที่เพื่อพยายามรักษาผลงานและยอดขายให้สูงเด่นเสมอ จงดีใจต่อความสำเร็จในทีมงานของตนเองและให้รางวัลแก่ตนเองด้วย ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวคุยโม้โอ้อวด หรือเบ่งทับคนอื่น
เมื่อยอดขายคราวใดตกต่ำลง ไม่น่าพอใจหรือถูกทีมอื่นๆ แซงก็ไม่ต้องเสียใจ ขอให้ทำใจให้หนักแน่นและบอกกับตนเองว่า สักวันเราก็จะมีโอกาศขึ้นสูงอีกบ้าง อย่าท้อแท้ ให้วางแผนทำอย่างเต็มที่ใหม่อีกครั้ง
5.ฝึกเป็นคนหนักแน่น การเป็นคนหนักแน่นก็คือ การไม่เป็นคนหูเบา เจ้าอารมณ์ ข่มลูกน้อง จองเวร และเห็นแก่ตัว ในการทำงานหรือบริหารทีมงานของท่าน จงถือคติไว้เสมอว่า ถ้าท่านหนักใจ ขอให้หนักแน่น ไว้เสมอ การเป็นคนหนักแน่นนั้นเราสามารถฝึกได้โดย
1.เดินหรือก้วด้วยความมั่นคงเต็มฝีก้าว ตัวตรง และเดินอย่างกระตือรือร้น
2.รู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักเก็บและรักษาอารมณ์ของตนเง
3.ยืนหรือนั้งตัวตรง ไม่เป็นคนหลุกหลิก
4.ไม่โกรษ ไม่เป็นคนอิจฉาริษยาไคร
5.ถือคติที่ว่า แพ้เป็นนพระชนะเป็นมาร คือ การสามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้
6.แข่งดีไม่ไช่ดัง การทำงานเอาหน้าหรือการต่อว่าลับหลังผู้อื่น ไม่ไช่ลักษณะผู้นำ หรือผู้บริหารมืออาชีพทีมีอนาคตสดใส จงอย่าทำตัวเด่นกว่าผู้อื่น และอย่าทะนงหรือหลงตัวเองว่า ดีกว่า เก่งกว่า แน่กว่า คือคิดไปว่า ฉันดี ฉันแน่ ส่วนคนอื่นไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่เข้าท่า ซึ่งความคิดการกระทำ และการแสดงออกในลักษณะนี้ก็จะทำให้ท่านขาดมิตรภาพที่ยืนยาวและจริงใจจากผู้อื่น ถ้าท่านชอบทำตัวเด่นกว่าคนอื่นความเดือดร้อนจิตใจย่อมจะมีในอนาคตเสมอ โบราณยังสอนว่าจงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย เพราะไม่มีใคร เขาอยากเห็นเราเด่นเกิน พระราชวินยาภรณ์ดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ ท่านได้ฝากข้อเขียนที่น่าคิดไว้ว่า
"ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ
ถ้าทำตัวแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจมจะตามมา
ถ้าทำงานเห็นแก่หน้า จะพบปัญหาเรื่อยไป
ถ้าทำงานเห็นแก่ได้ อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง
ถ้ากล้าจนเกินงาม จะพบกับความเดือดร้อน
7.ซ่อนทุกข์ไว้ในใจ ถึงแม้บางครั้ง บางขณะ หรือบางอารมณ์ ท่านเกิดความรู้สึก หดหู่ หงุดหงิด หรืออารมณ์ไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะแสดงออกมาทางสีหน้า หรือท่าทางได้
ฉะนั้นทางที่ดีเมืาอท่านต้องรับบทเป็นผู้บริหารทีมงานในิงกรค์แล้ว ท่านจะต้องเอาความขมขื่นทิ้งออกไปให้ได้โดยบอกกับใจตัวเองว่า จงลืมความทุกข์ ความสิ้นหวัง ความท้อแท้ และความผิดหวังไว้ชั้วขณะเรื่องทุกข์ร้อนอ่อนใจ เรื่องเก่าหรือเรื่องเศร้าที่ค้างมาจากบ้าน หรือความหงุดหงิดระหวางเดินทางก็ตามให้ถอดทิ้งไว้ที่หน้าบริษัทคือ อย่านำเอาเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่บ้านมาปะปนกับเรื่องงาน การที่ท่านซ่อนทุกไว้ในใจแสร้งทำเป็นไม่สะทกสะท้านหรือไม่ท้อแท้เท่ากับว่า เราได้ฝึกการเป็นผู้ไม่รู้จักท้อแล้ว
8.หากัลยาณมิตร สิ่งที่จะเป็นเครื่องช่วยบำบัดชโลมจิตใจให้มีคววาม มุ่งหวัง มีเป้าหมาย มีแผนการดำเนินชีวิตและแผนการทำงานที่ดีได้ก็คือการมีเพื่อนที่ดีคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ หรือคำตักเตือน การมีตัวอย่างที่ดีๆ จากเพื่อนของเรา การได้รู้ได้เห็น หรือได้อยู่ในสภาพแวดล้อมรอบๆตัวที่ดี สิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาก็คือ การที่ได้คบหา กัลยาณมิตรไว้จะทำให้เราได้มีแบบอย่าง หรือแบบแผนในการทำงานนั่นเอง
การคบเพื่อนที่ดีจะช่วยชี้แจงและแนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรา ในยามที่เราเผชิญกับอุปสรรค หรือปัญหาในการทำงานเพื่อนก็อาจจะช่วยเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้แก่เราได้เช่นกัน
นอกจากการคบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรแล้ว การมีหนังสือที่ดีในการรับรู้ หรือเรียนรู้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์เช่นกัน เช่น การหาหนังสือที่ดีๆอ่าน การฟังวิทยุ หรือดูทีวีใรรายการดีๆ ที่เป็นประโยชน์หรือสาระซึ่งจะช่วยให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้างออกไป มีมุมมองของการทำงานและการดำเนินชีวิตที่กว้างออกไป ซึ่งจะทำให้ความคิดของเราไม่จมปรักหรือท้อถอยได้
9.หลีกลี้หนีสิ่งที่เป็นปัญหา ปัญหาบางอย่างผ่านไปได้โดยอาศัยระยะเวลา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่ต้องทำอะไรกับปัญหาเหล่านั้นเลย เช่น ปัญหาความเข้าใจผิด ปัญหาทางอารมณ์ของผู้ร่วมงาน ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่จำเป็นเลยที่เราๆ ท่านๆ จะต้องมาเสียเวลาทะเลาะกับปัญหาที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเรา
บางครั้งปัญหาเกิดจากความไม่ถูกชะตากัน ความไม่ลงรอยกันวิธีที่จะจัดการกับปัญหานี้คือ หลีกเลี่ยงที่จะพบกับผู้ที่จะทำให้เราขุ่นมัวหรือหงุดหงิดรำคาญใจ
10.ตั้งป้อมสู้ การตั้งป้อมสู้กับปัญหา โดยที่เราไม่ท้อถอยและพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาจะช่วยให้เราพลิกจากเบี้ยล่างขึ้นเป็นเบี้ยบนได้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากนักขาย หรือเกิดจากการบริหารงานขายในการทำงานภาคสนาม เราจำเป็นที่จะต้องลงมือจัดการและแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อผลงานและความสำเร็จซึ่งเป็นอนาคตของทีมขาย การตั้งป้อมสู้นั้น จงคิดไว้เสมอว่า
ปัญหานั้น ทำให้เรา เข้มแข็ง
เวลา ทำให้เรา เชี่ยวชาญ
สถานการณ์ ทำให้เรา รู้จักแก้ไข
การตัดสินใจ ทำไห้เรา รู้ว่าถูกหรือผิด
ความคิด ทำให้เรา เลิศทางปัญญา
ขอฝากปัญหาที่ว่าทำไมบุคคลหลายท่านไม่ประสบความสำเร็จ 10 ประการเพื่อเป็นการบ้านให้ท่านตั้งป้อมสู้กับการแก้ไขปัญหาดังนี้
ทำไมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จ
1.ขาดความมั่นใจ
2.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้
3.ไม่ยอมพัฒนาตนเอง(คิดว่าตนเองรู้หมดแล้ว)
4.มีข้ออ้างตลอดเวลา
5.ไม่มีเป้าหมาย
6.ไม่ยอมออกพบลูกค้า หรือผู้มุ่งหวังรายใหม่
7.ไม่ยอมรับหรือมองคนที่ประสบความสำเร็จ
8.ชอบบ่น "ทำไมไม่ใช้วิธีนี้"
9.ไม่เต็มใจทำงาน เอาแต่ความสนุกหรือเพลิดเพลิน
10.ไม่ยอมช่วยตนเอง
การที่ได้ฝากแนวคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อขับไล่ความมท้อแท้และเบื่อหน่ายนั้น เพราะความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตัวท่านเองคือขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและนิสัยส่วนตัวของท่าน ก็คือ ตัวท่านเองว่ามีนิสัยที่ชอบเอาชนะ กล้าที่จะต่อสู้หรือไม่ ท่านมีเป้าหมายเป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่
เมื่อท่านเริ่่มทำการสิ่งใดก็ตาม เมื่อเริ่มต้นแล้วเกิดความรู้สึกว่าเสียเปรียบก็อย่าท้อถอย จงคิดไว้เสมอว่า "เสือเจ็บนั้นจะไม่ร้อง" เมื่อท่านพบกับปัญหาก็อย่าเอะอะเอ็ดตะโรหรือโวยวายคำว่า "ไม่ได้-ไม่มี" ไม่มี-ไม่มี" นั้นได้โปรดยึดถือไว้เป็นอาวุธคู่ใจในการบริหารงานเสมอ
ขอฝากคติพจน์เพื่อการดำเนินชีวิตของท่านกว๋อฉาง ที่ได้กล่าวถึงสาเหตุแห่งความล้มเหลว 24 ประการดังนี้
สาเหตุแห่งความล้มเหลว 24 ประการคือ
ไม่เข้าใจผู้อื่น ไม่ประมาณตน ไม่เดียงสาต่องาน
มิสำนึกผิดพลาด โลภโมโทสัน เย่อหยิ่งยะโส
ก่อหนี้สินล้นพ้น คบค้าเสเพล เกียจคร้านต่องาน
ทำตัวหัวไม้ ไร้สัจธรรม ใจคอคับแคบ
คบคนไม่เลือก คิดคดล่อลวง สุรุ่ยสร่าย
ไร้อุดมการณ์ หลงการพนัน หุนหันพลันแล่น
จิตใจโลเล อิจฉาริษยา นอกรีด ดื้อรั้น
ความผิดพลาดที่ผ่านมาของเราเองและผู้อื่นที่ส่งผลระทบต่อการทำงานของเราให้ถือเอาความผิดพลาดเป็นบทเรียน ให้ถือความผิดพลาดเป็นครูของเรา และพยายามอย่าให้เกิดความผิดพลาดดังที่เคยเกิดขึ้นกับมาเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองหรือสาม เช่น บางทีท่านท้อแท้เบื่อหน่ายต่ออาชีพ เพราะเคยใจอ่อนกับลูกน้องหรือลูกค้าของตนในการทำธุุรกิจ จนดูว่าไม่คุ็มค่ากับเงินทองและเวลาที่ได้อุทิศลงไป หรือจนหมดเนื้อหมดตัวเป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นกับตัวท่านอีก
2.อย่าทำให้จิตตกภวังค์ เป็นอาการของความวิตกกังวลหรือความว่าจากภารกิจ ซึ่งเกิดจากการที่เราคิดในแง่ลบ เกิดจากความผิดหวังชั้วคราว หรือความกลัวต่างๆ หรือบางครั้งก็เป็นความวิตกกังวลใจในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดวันของการทำงาน หรือเหนื่อยกับงานมาตลอดเมื่องานที่ท่านทำแล้วอยู่ในระหว่าการรอคอย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการซึมเซา และเบื่อหน่ายที่มักจะเป็นในตอนตื่นนอนในตอนเช้าๆ หากเป็นเช่นนี้ ให้รีบลุกจากที่นอน สลัดความคิดเหล่านั้นออกไปเสียแล้วรีบหาอะไรทำสักอย่างจะเป็นงานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน ในห้องพักหรือที่พักของตน และเปลี่ยนแง่มุมของความคิดใหม่อีกด้าน จงคิดไว้เสมอว่า
ความสามารถนั้นเป็นทรัพยากรของชีวิต
งานขายก็เป็นงานที่ให้อนาคต
งานขายคือทางลัดของชีวิต
ซึ่งท่านในฐานะผู้ปรารถนาความสำเร็จจะต้องเพียรพยายามต่อไปโดยการปรับปรุงความคิดใหม่ และมองโลกในแง่บวกเสมอ
3.รักษาสุขภาพของตนให้แข็งแรง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอจะทำให้ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่มีภาวะกดดัน หรือความเครียด และมีอารมณ์ที่ปรกติ สมองสามารถตั้งรับสภาวะการทำงานที่หนักหน่วงได้ ถ้าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนการปฏิบัติงาน นอกจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เป็นคนท้อแท้ง่าย แล้วยังจะต้องรู้จักทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย
การออกกำลังกายและงดเว้นซึ่งอบายมุขก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ท่านอดทนเ้มแข็งต่อแรงเสียดทานต่างๆ ทางจิตใจคือ เมื่อคนเรามีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจก็จะเข้มแข็งสมบูรณ์ตามไปด้วย
4.ต้องเขาใจธรรมชาติของชีวิต นั่นคือการเข้าใจธรรมมะ รู้จักธรรมมะ รู้และเข้าใจสภาพความจริงงคือ การเข้าใจในโลกธรรมแปดที่ว่า
เมื่อมีลาภ ก็มี เสื่อมลาภ
เมื่อมียศ ก็มี เสื่อมยศ
เมื่อมีสรรเสริญ ก็มี การนินทา
เมื่อมีความสุข ก็มี ความสุข
สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นธรรมดาคู่กันเสมอ เหมือนกับเมื่อมีการแพ้ก็ย่อมมีการชนะ เมื่อมีความล้มเหลวก็ย่อมมีความสำเร็จ เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดา การเข้าใจธรรมชาติและการเป็นไปของโลกที่เป็นสัจธรรมจะทำให้เราไม่หวั่นไหว ทำให้เราเข้มแข็ง และอดทนพร้อมที่จะรอคอยวันแห่งความสำเร็จ ซึ่งก็เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า เมื่อมีมืด ก็ย่อมมีสว่าง เมื่อมีโรคก็มียาแก้ เมื่อมีร้อนก็ย่อมมีเย็นแก้ และเมื่อมีความล้มเหลวก็จะต้องมีวันแห่งความสำเร็จโดยเราจะต้องเป็นผู้พิชิตความสำเร็จให้ได้
เมื่อยอดขายพุ่งสูงขึ้น จงทำใจให้ได้ว่าสักวันหนึ่งก็คงจะมีวันลงหรือต่ำลงไป จงทำงานให้เต็มที่เพื่อพยายามรักษาผลงานและยอดขายให้สูงเด่นเสมอ จงดีใจต่อความสำเร็จในทีมงานของตนเองและให้รางวัลแก่ตนเองด้วย ไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวคุยโม้โอ้อวด หรือเบ่งทับคนอื่น
เมื่อยอดขายคราวใดตกต่ำลง ไม่น่าพอใจหรือถูกทีมอื่นๆ แซงก็ไม่ต้องเสียใจ ขอให้ทำใจให้หนักแน่นและบอกกับตนเองว่า สักวันเราก็จะมีโอกาศขึ้นสูงอีกบ้าง อย่าท้อแท้ ให้วางแผนทำอย่างเต็มที่ใหม่อีกครั้ง
5.ฝึกเป็นคนหนักแน่น การเป็นคนหนักแน่นก็คือ การไม่เป็นคนหูเบา เจ้าอารมณ์ ข่มลูกน้อง จองเวร และเห็นแก่ตัว ในการทำงานหรือบริหารทีมงานของท่าน จงถือคติไว้เสมอว่า ถ้าท่านหนักใจ ขอให้หนักแน่น ไว้เสมอ การเป็นคนหนักแน่นนั้นเราสามารถฝึกได้โดย
1.เดินหรือก้วด้วยความมั่นคงเต็มฝีก้าว ตัวตรง และเดินอย่างกระตือรือร้น
2.รู้จักอดทน อดกลั้น รู้จักเก็บและรักษาอารมณ์ของตนเง
3.ยืนหรือนั้งตัวตรง ไม่เป็นคนหลุกหลิก
4.ไม่โกรษ ไม่เป็นคนอิจฉาริษยาไคร
5.ถือคติที่ว่า แพ้เป็นนพระชนะเป็นมาร คือ การสามารถเอาชนะจิตใจของตนเองได้
6.แข่งดีไม่ไช่ดัง การทำงานเอาหน้าหรือการต่อว่าลับหลังผู้อื่น ไม่ไช่ลักษณะผู้นำ หรือผู้บริหารมืออาชีพทีมีอนาคตสดใส จงอย่าทำตัวเด่นกว่าผู้อื่น และอย่าทะนงหรือหลงตัวเองว่า ดีกว่า เก่งกว่า แน่กว่า คือคิดไปว่า ฉันดี ฉันแน่ ส่วนคนอื่นไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่เข้าท่า ซึ่งความคิดการกระทำ และการแสดงออกในลักษณะนี้ก็จะทำให้ท่านขาดมิตรภาพที่ยืนยาวและจริงใจจากผู้อื่น ถ้าท่านชอบทำตัวเด่นกว่าคนอื่นความเดือดร้อนจิตใจย่อมจะมีในอนาคตเสมอ โบราณยังสอนว่าจงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย เพราะไม่มีใคร เขาอยากเห็นเราเด่นเกิน พระราชวินยาภรณ์ดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ ท่านได้ฝากข้อเขียนที่น่าคิดไว้ว่า
"ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ
ถ้าทำตัวแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจมจะตามมา
ถ้าทำงานเห็นแก่หน้า จะพบปัญหาเรื่อยไป
ถ้าทำงานเห็นแก่ได้ อย่าหวังน้ำใจจากเพื่อนฝูง
ถ้ากล้าจนเกินงาม จะพบกับความเดือดร้อน
7.ซ่อนทุกข์ไว้ในใจ ถึงแม้บางครั้ง บางขณะ หรือบางอารมณ์ ท่านเกิดความรู้สึก หดหู่ หงุดหงิด หรืออารมณ์ไม่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะแสดงออกมาทางสีหน้า หรือท่าทางได้
ฉะนั้นทางที่ดีเมืาอท่านต้องรับบทเป็นผู้บริหารทีมงานในิงกรค์แล้ว ท่านจะต้องเอาความขมขื่นทิ้งออกไปให้ได้โดยบอกกับใจตัวเองว่า จงลืมความทุกข์ ความสิ้นหวัง ความท้อแท้ และความผิดหวังไว้ชั้วขณะเรื่องทุกข์ร้อนอ่อนใจ เรื่องเก่าหรือเรื่องเศร้าที่ค้างมาจากบ้าน หรือความหงุดหงิดระหวางเดินทางก็ตามให้ถอดทิ้งไว้ที่หน้าบริษัทคือ อย่านำเอาเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องที่บ้านมาปะปนกับเรื่องงาน การที่ท่านซ่อนทุกไว้ในใจแสร้งทำเป็นไม่สะทกสะท้านหรือไม่ท้อแท้เท่ากับว่า เราได้ฝึกการเป็นผู้ไม่รู้จักท้อแล้ว
8.หากัลยาณมิตร สิ่งที่จะเป็นเครื่องช่วยบำบัดชโลมจิตใจให้มีคววาม มุ่งหวัง มีเป้าหมาย มีแผนการดำเนินชีวิตและแผนการทำงานที่ดีได้ก็คือการมีเพื่อนที่ดีคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ หรือคำตักเตือน การมีตัวอย่างที่ดีๆ จากเพื่อนของเรา การได้รู้ได้เห็น หรือได้อยู่ในสภาพแวดล้อมรอบๆตัวที่ดี สิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาก็คือ การที่ได้คบหา กัลยาณมิตรไว้จะทำให้เราได้มีแบบอย่าง หรือแบบแผนในการทำงานนั่นเอง
การคบเพื่อนที่ดีจะช่วยชี้แจงและแนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรา ในยามที่เราเผชิญกับอุปสรรค หรือปัญหาในการทำงานเพื่อนก็อาจจะช่วยเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้แก่เราได้เช่นกัน
นอกจากการคบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรแล้ว การมีหนังสือที่ดีในการรับรู้ หรือเรียนรู้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์เช่นกัน เช่น การหาหนังสือที่ดีๆอ่าน การฟังวิทยุ หรือดูทีวีใรรายการดีๆ ที่เป็นประโยชน์หรือสาระซึ่งจะช่วยให้เรามีโลกทัศน์ที่กว้างออกไป มีมุมมองของการทำงานและการดำเนินชีวิตที่กว้างออกไป ซึ่งจะทำให้ความคิดของเราไม่จมปรักหรือท้อถอยได้
9.หลีกลี้หนีสิ่งที่เป็นปัญหา ปัญหาบางอย่างผ่านไปได้โดยอาศัยระยะเวลา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่ต้องทำอะไรกับปัญหาเหล่านั้นเลย เช่น ปัญหาความเข้าใจผิด ปัญหาทางอารมณ์ของผู้ร่วมงาน ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่จำเป็นเลยที่เราๆ ท่านๆ จะต้องมาเสียเวลาทะเลาะกับปัญหาที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเรา
บางครั้งปัญหาเกิดจากความไม่ถูกชะตากัน ความไม่ลงรอยกันวิธีที่จะจัดการกับปัญหานี้คือ หลีกเลี่ยงที่จะพบกับผู้ที่จะทำให้เราขุ่นมัวหรือหงุดหงิดรำคาญใจ
10.ตั้งป้อมสู้ การตั้งป้อมสู้กับปัญหา โดยที่เราไม่ท้อถอยและพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาจะช่วยให้เราพลิกจากเบี้ยล่างขึ้นเป็นเบี้ยบนได้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากนักขาย หรือเกิดจากการบริหารงานขายในการทำงานภาคสนาม เราจำเป็นที่จะต้องลงมือจัดการและแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อผลงานและความสำเร็จซึ่งเป็นอนาคตของทีมขาย การตั้งป้อมสู้นั้น จงคิดไว้เสมอว่า
ปัญหานั้น ทำให้เรา เข้มแข็ง
เวลา ทำให้เรา เชี่ยวชาญ
สถานการณ์ ทำให้เรา รู้จักแก้ไข
การตัดสินใจ ทำไห้เรา รู้ว่าถูกหรือผิด
ความคิด ทำให้เรา เลิศทางปัญญา
ขอฝากปัญหาที่ว่าทำไมบุคคลหลายท่านไม่ประสบความสำเร็จ 10 ประการเพื่อเป็นการบ้านให้ท่านตั้งป้อมสู้กับการแก้ไขปัญหาดังนี้
ทำไมหลายคนไม่ประสบความสำเร็จ
1.ขาดความมั่นใจ
2.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้
3.ไม่ยอมพัฒนาตนเอง(คิดว่าตนเองรู้หมดแล้ว)
4.มีข้ออ้างตลอดเวลา
5.ไม่มีเป้าหมาย
6.ไม่ยอมออกพบลูกค้า หรือผู้มุ่งหวังรายใหม่
7.ไม่ยอมรับหรือมองคนที่ประสบความสำเร็จ
8.ชอบบ่น "ทำไมไม่ใช้วิธีนี้"
9.ไม่เต็มใจทำงาน เอาแต่ความสนุกหรือเพลิดเพลิน
10.ไม่ยอมช่วยตนเอง
การที่ได้ฝากแนวคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อขับไล่ความมท้อแท้และเบื่อหน่ายนั้น เพราะความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตัวท่านเองคือขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพและนิสัยส่วนตัวของท่าน ก็คือ ตัวท่านเองว่ามีนิสัยที่ชอบเอาชนะ กล้าที่จะต่อสู้หรือไม่ ท่านมีเป้าหมายเป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่
เมื่อท่านเริ่่มทำการสิ่งใดก็ตาม เมื่อเริ่มต้นแล้วเกิดความรู้สึกว่าเสียเปรียบก็อย่าท้อถอย จงคิดไว้เสมอว่า "เสือเจ็บนั้นจะไม่ร้อง" เมื่อท่านพบกับปัญหาก็อย่าเอะอะเอ็ดตะโรหรือโวยวายคำว่า "ไม่ได้-ไม่มี" ไม่มี-ไม่มี" นั้นได้โปรดยึดถือไว้เป็นอาวุธคู่ใจในการบริหารงานเสมอ
ขอฝากคติพจน์เพื่อการดำเนินชีวิตของท่านกว๋อฉาง ที่ได้กล่าวถึงสาเหตุแห่งความล้มเหลว 24 ประการดังนี้
สาเหตุแห่งความล้มเหลว 24 ประการคือ
ไม่เข้าใจผู้อื่น ไม่ประมาณตน ไม่เดียงสาต่องาน
มิสำนึกผิดพลาด โลภโมโทสัน เย่อหยิ่งยะโส
ก่อหนี้สินล้นพ้น คบค้าเสเพล เกียจคร้านต่องาน
ทำตัวหัวไม้ ไร้สัจธรรม ใจคอคับแคบ
คบคนไม่เลือก คิดคดล่อลวง สุรุ่ยสร่าย
ไร้อุดมการณ์ หลงการพนัน หุนหันพลันแล่น
จิตใจโลเล อิจฉาริษยา นอกรีด ดื้อรั้น